หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่ำไปกับธรรมชาติสู่ผืนป่าฮาลา-บาลา  (อ่าน 57 ครั้ง)
admin
Administrator
ผู้ช่วยหัวหน้าเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า และธรรมชาติ
*****
กระทู้: 2411


คนหลงป่า

krupanich@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2010, 05:39:18 PM »

ดินแดนแห่งความฝันที่สัมผัสได้

“ฮาลา-บาลา” เป็นป่าดงดิบชื้น หรือป่าฝนเขตร้อน ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้สุดของประเทศไทย มีแนวป่าต่อเนื่องกับป่าเบลุ่ม รัฐเปรัค ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย เมื่อรวมพื้นที่เข้าด้วยกันจัดได้ว่าเป็นป่าฝนเขตร้อนที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรมาลายา และเป็นหนึ่งในสามของป่าฝนเขตร้อนที่มีอยู่บนโลก อันได้แก่ ป่าเขตร้อนแถบอเมริกา ป่าเขตร้อนแถบทวีปแอฟริกา และป่าเขตร้อนแถบทวีปเอเชีย อีกทั้งป่าใหญ่ผืนนี้ยังเป็นป่าที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่


* hala1.jpg (75.36 KB, 500x375 - ดู 30 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
ผู้ช่วยหัวหน้าเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า และธรรมชาติ
*****
กระทู้: 2411


คนหลงป่า

krupanich@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2010, 05:39:45 PM »

สำหรับคำว่า “ฮาลา-บาลา” เป็นภาษามลายู แปลหรือมีความหมายตามพจนานุกรมภาษารูมี “บาลา” แปลว่า “กลุ่มคน” และคำว่า “ฮาลา” แปลว่า “ทิศทางที่มุ่งไปสู่” เช่น ทางน้ำ ทิศทางเดิน ทิศทางลม เมื่อ รวมคำทั้งสองคำ เป็น “ฮาลา-บาลา” แปลว่า    “ทิศทางการอพยพของกลุ่มคน” สำหรับภาษามลายูท้องถิ่น “บาลา” แปลว่า “ศาลาที่พัก ศาลาละหมาด” หรือสถานที่ศึกษาหาความรู้ประจำหมู่บ้าน ส่วนคำว่า “ฮาลา” แปลว่า    “ไม่เป็นไร” เมื่อรวมคำในภาษาท้องถิ่นจึงไม่มีคำแปล
   
อย่างไรก็ตาม ในความจริงแล้วป่าฮาลา-บาลา เป็นผืนป่าเดียวกัน แต่เฉพาะที่ยื่นในส่วนของประเทศได้ถูกตัดแบ่งเป็นสองส่วน โดยชาวบ้านมักเรียกขานชื่อ “ป่าฮาลา” ในส่วนที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยะลา และ “ป่าบาลา” ในส่วนที่ตั้งอยู่   ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่ง  ในอดีตกลางป่าฮาลา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่มีพื้นที่ราบประมาณ 300 ไร่ เคยเป็นแหล่งที่มีชุมชนอาศัยอยู่ ในตำนานเล่าขานกันว่าชาวเมืองปัตตานีใช้เป็นทางติดต่อกับมลายู ตั้งแต่สมัย พระเจ้าปราสาททอง กรุงศรีอยุธยา จน กระทั่งเกิดเป็นชุมชน กลางป่า ถึง 3 ชุมชน และ ถือเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เชื่อกันว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีลักษณะรักอิสระเสรี ไม่ชอบการถูกควบคุมดูแล หรืออยู่ในการควบคุมของชนอื่น และกลุ่มชนเหล่านี้นับถือศาสนาอิสลาม ตามชาวเมืองปัตตานี ในสมัยนั้น ซึ่งปัจจุบันป่าฮาลา บาลา ยังได้ รับการกล่าวขานในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นแหล่งค้นพบของดาหลาขาว ที่สวยงามยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีพรรณไม้เฉพาะถิ่นแถบคาบสมุทรมลายู ซึ่งมักไม่พบในป่าดงดิบชื้นที่อื่น ๆ เช่น ดาหลาขาว ดาหลาชมพู ดาหลาแดง ดาหลาขาวกลาย กาลันเตขาว สยาแดง ตะเคียนชันตาแมว ศรียะลา ขาวฮาลา ใบสีทอง หมากบาลา สนสามพันปี สนพันปี มหาสดำ ว่านจุก ยี่โถปีนัง และปาล์มหางปลา น่าเสียดายที่บริเวณแห่งนี้ ห่างไกลจากชุมชนมาก การเดินทางยากลำบากในการเข้าถึง ต้องเดินเท้าอย่างน้อย 2 วัน 2 คืนสำหรับผู้เชี่ยวชาญ หรือพรานท้องถิ่น และไม่ต่ำกว่า 4 วัน 3 คืนสำหรับนักเดินทางสมัครเล่น   


* hala2.jpg (100.49 KB, 518x385 - ดู 30 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
ผู้ช่วยหัวหน้าเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า และธรรมชาติ
*****
กระทู้: 2411


คนหลงป่า

krupanich@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2010, 05:40:25 PM »

ความสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ทั้งพรรณพืชและสัตว์ป่า นับเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางพันธุกรรม การปกป้องรักษา และคุ้มครองผืนป่าแห่งนี้ จะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับการพัฒนา และ การศึกษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย หากอนาคตประเทศไทยมีความพร้อมด้านวิทยาการ และบุคลากร
   
นอกจากผลผลิตทางธรรมชาติแล้ว ป่าฮาลา-บาลา ยังมีบทบาทที่สำคัญในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เนื่องจากพืชพรรณไม้ในป่าฮาลา-บาลา ส่วนใหญ่มีเรือนยอดเขียวชอุ่มตลอดปี พื้นที่ในบริเวณป่าแห่งนี้ มีฝนตก ชุก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี มากกว่า 2,500 มิลลิเมตร และไม่มีเดือนไหนที่แห้งแล้ง เพราะต้นไม้พืชพรรณขึ้น หนาแน่นเช่นนี้ สามารถช่วยลดการกัดเซาะหน้าดินจากความรุนแรงของฝน และยังช่วยป้องกันอุทกภัย รวมทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สามารถกักเก็บน้ำตามธรรมชาติได้ย่อมดีกว่าเขื่อนที่มนุษย์สร้างขึ้นอีก
   
จากความสำคัญของผืนป่าฮาลา-บาลา ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น รัฐบาลจึงควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ในผืนป่าแห่งนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ เพื่อหาวิธีการในการนำทรัพยากรของชาติ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนการคุ้มครองรักษาผืนป่าแห่งนี้ ให้ป่าฮาลา-บาลา ได้ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่รอบป่า และพื้นที่ข้างเคียงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงจะต้องมีเพิ่มความสำคัญและงบประมาณให้เหมาะสมยิ่งขึ้นไป
   
ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานของรัฐ รวมทั้งประชาชน ที่อาศัยอยู่รอบป่า โดยเฉพาะชุดปฏิบัติการพิทักษ์ป่านามาภิไธย ส่วนที่ 2 ภายใต้การควบคุมดูแลของ ตชด.ที่ 445 เบตง ต้องหันมาดูแลป่าไม้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการรุกคืบเข้าเขตผืนป่าฮาลา-บาลา เข้ามาทุกขณะ ฉะนั้นต้องหยุดการบุกรุกและทำลายอย่างจริงจัง เพื่อรักษา และดูแลมรดกที่ธรรมชาติสร้างไว้ ตลอดจนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และ โบราณคดี ดำรงคงอยู่กับท้องถิ่นตลอดไป เพราะดินแดนแห่งนี้เหมือนกับความฝัน ที่สัมผัสและจับต้องได้

ที่มา
ข่าว : เดลินิวส์
ภาพ : เดลินิวส์


* hala3.jpg (75.36 KB, 500x375 - ดู 30 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: