การปฐมพยาบาลงูพิษกัด
สัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษสงร้ายกาจ ขนาดล้มช้างตัวใหญ่ๆ ได้อย่างสบาย เพียงแค่ปล่อยพิษออกจากเขี้ยวอันแหลมคมของมัน เข้าไปในเหยื่อที่มันกัด ไม่นานเหยื่อก็จะหมดลมหายใจ
งูสัตว์มีพิษที่มีอาศัยอยู่อย่างชุกชุมในป่ารกร้าง ห้วย หนอง คลอง บึง หรือแม่น้ำ ด้วยเพราะลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทยอยู่ในพื้นที่เขตร้อน จึงกลายเป็นแหล่งแพร่พันธ์และหากินของสัตว์จำพวกนี้
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า งูทุกชนิดจะมีพิษ”
งูชนิดใดบ้างมีพิษหรือไม่มีพิษ?
งูที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากมายหลายชนิดด้วยกัน แต่งูมีพิษที่สำคัญอาทิ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทะเล งูกะปะ งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้ พวกนี้ถ้าเราสังเกตดีๆ เมื่อถูกกัดจะเห็นรอยเขี้ยว ซึ่งเขี้ยวของมันจะฝังเข้าไปในเนื้อ กล้ามเนื้อรอบๆ ต่อมน้ำพิษจะหดตัวบีบน้ำพิษและไหลมาตามท่อออกทางปลายเขี้ยว งูสามารถควบคุมให้น้ำพิษออกมากหรือน้อยได้
ส่วนงูไม่มีพิษจะไม่มีเขี้ยว เช่น งูเขียวปากจิ้งจก งูลายสาบ งูลายสอ งูก้นขบ งูปี่แก้ว งูแสงอาทิตย์ งูเหลือม และงูหลาม
พิษงูมีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดไหน?
พิษของมันร้ายแรงขนาดไหน ก็เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า สามารถล้มช้างได้อย่างสบาย ที่สำคัญยังเป็นอันตรายต่อระบบร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีผลต่อระบบต่างๆ ดังนี้
1.พิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) พิษของงูสามารถทำให้เกิดอันตรายของต่อระบบกล้ามเนื้อจน
อัมพาต และที่สำคัญคือ หยุดการหายใจ ซึ่งพิษชนิดนี้มักได้แก่ งูเห่า งูจงอาง
2.พิษต่อระบบโลหิต (Hemotoxin) สามารถทำให้เลือดออกตามที่ต่างๆ ตามผิวหนัง เหงือก ไอเป็นเลือด
อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งถ้าเลือดมีปริมาณออกมาก จะทำให้ผู้ป่วยอาจถึงขั้นช็อกได้ ซึ่งพิษชนิดนี้ได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้
3.พิษต่อระบบกล้ามเนื้อ (Myotoxin) ทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการปวด
กล้ามเนื้ออย่างรุนแรง และมีปัสสาวะเปลี่ยนสีเป็นสีดำ พิษของงูเหล่านี้ได้แก่ งูทะเล
เมื่อโดนกัดจะรู้ได้ไง ว่าเป็นงูพิษกัด ?
งูพิษกัด : ให้สังเกตจากรอยบาดแผล ซึ่งงูมีพิษกัดจะเห็นเป็นรอยเขี้ยวเป็นจุดสองจุดหรือจุดเดียว บางครั้งเห็นเลือดซึมออกมาจากรอยเขี้ยว และบาดแผลรอบๆ รอยเขี้ยวอาจมีสีเขียวคล้ำด้วย
งูไม่มีพิษกัด : งูไม่มีพิษจะไม่มีเขี้ยวจะมีแต่ฟัน ดังนั้นเมื่อถูกกัด จะเห็นเป็นรอยถลอก ไม่มีรอยเขี้ยวให้เห็น
ทำอย่างไรเมื่อโดนงพิษกัด ?
ผู้ให้ความช่วยเหลือต้องมีสติ ถ้าจำลักษณะงูที่ถูกกัดได้ก็จะดี เพราะสามารถปฐมพยาบาลและรักษาได้อย่างถูกต้อง จากนั้นให้รีบทำการช่วยเหลือซึ่งมี 2 แบบ ดังนี้
แบบที่ 1
1.เริ่มแรกให้สังเกตรอยแผลว่า ถูกงูพิษกัดหรืองูไม่มีพิษกัด
2.เมื่อทราบว่าถูกงุพิษกัด ให้ผู้ป่วยนอนอยู่นิ่งๆ ทันทีที่ถูกกัด เพื่อลดแรงดันการไหลเวียนของเลือด ซึ่ง
จะเป็นผลทำให้พิษของงูกระจายช้าลง
3.หาเศษผ้า หรือสายรัด โดยรัดเหนือรอยกัดประมาณหนึ่งนิ้ว (ไม่ใช่ขันชะเนาะ) การรัดไม่ควรรัดแน่น
เกินไม่ แค่เพียงยับยั้งไม่ให้เลือดดำผ่านเข้าไป แต่ให้เลือดแดงผ่านออกมาได้
4.พยายามให้บริเวณที่ถูกกัดอยู่ต่ำกว่าระดับลำตัว
5.ถ้าเกิดมีอาการบวมให้ขยายสายรัด แล้วรัดใหม่เหนือรอยแผลเดิม
6.อย่าให้ผู้ป่วยรับประทานพวกยากระตุ้นหรือดื่มสุรา
หมายเหตุ : ถ้าไม่สามารถรัดเหนือแผลได้ เช่น ลำคอ หรือศีรษะ ให้ใช้มีดหรือใบมีดโกนกรีดตามรอยเขี้ยวตามยาว กรีดลึกประมาณ 1/4-1/8 และยาว 2 นิ้ว ระวังอย่ากรีดลึกลงไปเพราะจะไปทำลายกล้ามเนื้อ เอ็น หรือเส้นเลือด
หมายเหตุ : ถ้าใช้ปากดูดพิษ จากบาดแผลที่ถูกงูพิษกัด การดูดจะต้องรีบทำให้เร็วที่สุดจึงจะเกิดผล แต่ถ้าทำหลังจากถูกกัด 1/2-1 ชั่วโมงไปแล้ว การช่วยเหลือโดยการดูดพิษจะใช้ไม่ได้ผล
แบบที่ 2
1. พยายามให้ผู้ป่วยนอนอยู่นิ่งๆ ห้ามเคลื่อนไหว
2. ใช้เศษผ้าหรือสายรัด รัดเหนือรอยกัดประมาณหนึ่งนิ้วซึ่งสายรัดนี้จะไม่แก้ออกจนกว่าจะได้รับความ
เย็นเพียงพอหรือจนกว่าจะส่งผู้ป่วยถึงโรงพยาบาล
3. ใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นประคบ ถ้ายิ่งสามารถจุ่มบริเวณที่ถูกกัดลงในน้ำเย็นได้ก็ยิ่งดี แต่ไม่ควรใช้ความเย็นประคบนานเกินชั่วโมง
4. ให้หาผ้าห่มมาคลุมร่างกาย เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ผู้ป่วยโดยทำเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่ช็อก การช่วยเหลือแบบนี้เป็นแบบที่ใหม่กว่าและใช้ได้ผลดีในกรณีที่ถูกกัดที่แขนและขา โดยใช้ความเย็นประคบบริเวณที่ถูกกัดทันทีหลังจากงูกัด เพราะความเย็นจะข่วยเหลือยับยั้งการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้พิษงูกระจายได้ช้าลง
ด่วนที่สุด เมื่อทำการปฐมพยาบาลเสร็จแล้ว ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้รับการฉีดเซรุ่ม
สำคัญที่สุด เมื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ถูกงูมีพิษกัด เราต้องปฐมพยาบาลขั้นต้นตามแบบวิธีข้างต้น มิเช่นนั้นผู้ป่วยอาจถึงขั้นเสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์
“ประสบเหตุ มีสติ ปฐมพยาบาลถูกวิธี รวดเร็ว รีบนำส่งแพทย์ ผู้ป่วยปลอดภัย
[ เรียบเรียงโดย สุธนัย ครุพานิช ]
กลับ
|